ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"แท็บเล็ต ป.1" มีศูนย์ซ่อมแล้ว เอเซอร์พร้อมเซ็นสัญญา




 
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

      ไอซีที เผย สโคป จับมือ เอเซอร์ ตั้งศูนย์ซ่อม แท็บเล็ต ป.1 พร้อมเซ็นสัญญาความร่วมมือพรุ่งนี้ (9 ส.ค.) หลังกระทรวงศึกษาฯ แจกเด็กไปแล้ว ระบุขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามสัญญา...  
      เมื่อวันที่ 8 ส.ค. น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ไอซีที) ในฐานะคณะกรรมการจัดทำทีโออาร์แท็บเล็ต ป.1 และที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจรับแท็บเล็ต ป.1  กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ผู้จัดหาแท็บเล็ต ป.1 ตามโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One Tablet PC Per Child) ร่วมมือกับ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จํากัด จัดทำศูนย์ซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต โดยสโคปจะลงนามเรื่องการจัดทำศูนย์ซ่อมแท็บเล็ต ป.1  กับบริษัท เอเซอร์ ในวันพรุ่งนี้ (9 ส.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์เอเซอร์แคร์ พระราม 3 กรุงเทพฯ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจกแท็บเล็ต ป.1 ให้กับนักเรียนไปก่อนแล้ว
      ที่ปรึกษา รมว.ไอซีที กล่าวว่า ตามสัญญาการจัดซื้อแท็บเล็ต ป.1 ระบุว่า สโคปต้องจัดตั้งศูนย์ซ่อม 30 แห่ง ภายใน 90 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา ซึ่งจะครบกำหนดที่ต้องจัดตั้งศูนย์ในวันที่ 9 ส.ค. 2555 ส่วนที่แท็บเล็ต ป.1 แจกให้กับเด็กก่อนมีศูนย์ซ่อมนั้น เพราะเมื่อมีของก็อยากส่งให้ถึงมือผู้ใช้โดยเร็ว
      ทั้งนี้ โครงการแท็บเล็ต ป.1 ตามสัญญา สโคปต้องจัดหาเครื่องแท็บเล็ตตามที่กระทรวงไอซีทีสั่งซื้อไม่เกิน 1 ล้านเครื่อง โดยลอตแรกที่กระทรวงไอซีทีสั่งซื้อ 4 แสนเครื่อง เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2555 จะส่งครบในวันที่ 22 ส.ค. 2555 จากนั้นสโคปจะเริ่มทยอยจัดส่งแท็บเล็ตลอตที่ 2 ซึ่งกระทรวงไอซีทีเซ็นสัญญาสั่งซื้อเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2555 อีก 403,941 เครื่อง
      สำหรับแท็บเล็ต ป.1 ขณะนี้ กระทรวงไอซีทีตรวจคุณสมบัติเสร็จแล้วจัดส่งให้กระทรวงศึกษาฯ แล้วจำนวน 132,880 เครื่อง และวันนี้ (8 ส.ค.) ตรวจแท็บเล็ต ป.1 เสร็จอีก 61,440 เครื่อง คาดว่าจะส่งให้กระทรวงศึกษาธิการได้ภายในสัปดาห์นี้ และเริ่มตรวจคุณสมบัติแท็บเล็ต ป.1 ที่ส่งมาถึงแล้วต่อทันที เนื่องจากขณะนี้สโคปส่งแท็บเล็ต ป.1 มาแล้ว 294,624 เครื่อง
      นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานปลัดกระทรวงไอซีที ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจัดซื้อแท็บเล็ต กล่าวว่า ขณะนี้ การตรวจรับแท็บเล็ตแล้วเสร็จไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยครั้งที่ 2 มีแท็บเล็ต จำนวนกว่า 73,000 เครื่อง พบว่ามีแท็บเล็ตเสีย จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจหากเทียบกับการตรวจรับครั้งแรกที่ผ่านมา ที่มีเครื่องเสียจำนวน 7 เครื่อง 
      สำหรับการตรวจรับแท็บเล็ต ป.1 ของคณะกรรมการตรวจรับใช้หลักเกณฑ์ เอ็มไอแอล-เอสทีดี-105 อี ที่เป็นมาตรฐานสากล โดย 150,000 เครื่องที่ตรวจสอบ อุปกรณ์หลักเสียได้ไม่เกิน 7 เครื่อง ส่วนอุปกรณ์เสริมเสียได้ไม่เกิน 14 ชิ้น หากเกินจะต้องส่งกลับทั้งหมด




ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 8 สิงหาคม 2555

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สพฐ.กระจายแท็บเล็ตล็อต 3 อีก 60,000 เครื่อง




.....
ไอซีทีขยายไวไฟหมื่นโรงรองรับการเรียนรู้ เปิดเวทีชวนครู-นร.ประกวดสื่อซอฟแวร์ใช้กับแท็บเล็ต
       นายชินภัทร ภูมิรัตร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One tablet PC Per Child) ว่าขณะนี้การดำเนินการกระจายเครื่องแท็บเล็ตถือว่าเป็นไปตามแผนงาน โดยล็อตแรก 55,000 เครื่อง และล็อตที่ 2 จำนวน 73,000 เครื่องได้ดำเนินการจัดส่งไปเรียบร้อยแล้วส่วนล็อตที่ 3 จำนวน 60,000 เครื่อง น่าจะกระจายได้ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ ตอนนี้เครื่องแท็บเล็ตเริ่มทยอยมาอย่างต่อเนื่อง
      ส่วนระบบไวไฟ (WiFi) สพฐ.ได้มีการประชุมกับคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้แท็บเล็ต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีความชัดเจนมากขึ้นว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้มีการวางโครงข่ายระบบไวไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าภายในปีนี้จะมีโรงเรียนที่เข้าถึงระบบไวไฟประมาณ 10,000 โรง ส่วนที่เหลืออีกว่า 20,000 โรง สพฐ.พยายามจะอัพเกรดระบบเดิมที่มีอยู่เช่นระบบจานดาวเทียวให้มีความเร็วมากขึ้นและมีความเสถียรมากขึ้น
      อย่างไรก็ตาม โรงเรียนที่ใช้ระบบดาวเทียมอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของความเร็ว สพฐ.ได้หาวิธีการขจัดอุปสรรค์ในการเข้าถึงแหล่งความรู้ โดยขณะนี้ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.สุพรรณบุรี โดยใช้เซิฟเวอร์ของโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ต ที่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตให้นักเรียนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเนื้อหาต่างๆซึ่งจะลดข้อจำกัดต่างๆ ในการเข้าถึงแหล่งความรู้ลงได้
      นายชินภัทร กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องการพัฒนาบุคลากรขณะนี้ได้อบรมครูแกนนำจำนวน 549 คนแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในช่วงที่วิทยากรแกนนำทั้ง 183 เขตพื้นที่ฯ กำลังไปขยายผลให้กับ ครู ป.1 ในอัตราส่วน 1:100 ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ คาดว่าครูผู้สอนชั้น ป.1 จะมีความพร้อมทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้
      ส่วนเรื่องการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หลักจากบรรจุสื่อเลิร์นนิ่งออฟเจ็ก ต้องมีการพัฒนาสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ได้เริ่มโครงการประกวดสื่อซอฟแวร์ที่จะใช้ในเครื่องแท็บเล็ต ครั้งที่ 1 โดยเชิญชวนครูและนักเรียนส่งผลงานเข้าประกวดและได้เตรียมการที่จะประกวดในโครงการที่ 2 ซึ่งเป็นการประกวดแบบบุคลทั่วไป ซึ่งจะมีเอกชนร่วมทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือ CSR มาร่วมด้วย ทั้งนี้ หลังจากมีการแจกเครื่องแท็บเล็ตให้การเรียนการสอนแล้ว สพฐ.ต้องมีการติกตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วย

ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Mother Day วันแม่แห่งชาติ 2555


      คําขวัญวันแม่ 2555 คำขวัญวันแม่แห่งชาติ 2555 
      โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ
ปี 2555 เพื่ออัญเชิญลงหนังสือวันแม่แห่งชาติปี 2555 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความว่า

คําขวัญวันแม่ 2555 คำขวัญวันแม่แห่งชาติ 2555

มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น
ขึ้นรูปอันอ่อนลออจนหล่อเหลา
อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา
อยู่ที่คอยขัดเกลา แต่เบามือ

พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ ทรงเป็นประธานพิธีเปิดงานวันแม่ ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 12 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีสอนการบ้านลูก เด็กวัยอนุบาล

      อาจจะนำเอาแนวทางนี้ไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับเด็กในครอบครัวก็ได้ แต่ไม่รับรองว่าจะได้ผลกับเด็กวัยอนุบาลทุกคนนะ เริ่มกันเลย ไม่อยากจะไล่เป็นข้อๆ เพราะทุกข้อเองก็สามารถยืดหยุ่นได้ ทำก่อนหลังได้ โดยที่พ่อแม่ต้องดูแลใกล้ชิด จะเล่าให้ฟังเลยว่า เริ่มแรกนั้นทำอย่างไร…ช่วงแรกๆ น้องเปรมกลับจากเรียนแล้วคุณครูที่โรงเรียนอนุบาลบ้านวังทอง จะให้การบ้านติดกระเป๋ามาด้วยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หลังจากเรียนจบไปเทอมนึงก็จะเพิ่มการบ้านมาอีกอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ช่วงแรกต้องเคี่ยวเข็ญกันพอสมควร คือจับมือทำกันเลยทีเดียว สุดท้ายลูกทำได้ แต่รู้สึกว่าลูกไม่มีความสุขเท่าไหร่ อย่างที่บอก อยากให้ลูกคิดเองทำเองมากกว่าการจับมือสอน อย่างนั้นมันวิชาการเกินไป ไม่ต่างกับการบังคับให้ทำ หลังๆ เลยคิดว่า เราเล่นกับการบ้านก่อนแล้วค่อยทำ ให้เวลาลูกช่วงทำการบ้านนานๆ หน่อย
      จริงๆ การบ้านหากจะทำใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เพราะการบ้านเด็กอนุบาลเอง มีมากสุดก็คือ อ่านหนังสือให้ฟัง ให้ลูกหัดเขียน ก-ฮ ตามเส้นประ หรือ a-z ตามเส้นประ ให้ระบายสี ให้นับเลขแล้วระบายสี ให้วงกลมภาพที่กำหนดตามโจทย์ที่ให้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่าง ทำแป็บเดียวก็เสร็จ แต่ผู้ปกครองเอง ไม่ควรละเลยในสิ่งที่กำลังจะเกิดและสิ่งที่เกิดขึ้นเสร็จแล้ว เช่น ไม่ควรละเลยในการชักจูงให้ลูกมานั่งอยู่ตรงหน้าและเตรียมพร้อมที่จะทำการบ้านด้วยความสนุกและอยากทำ และไม่ละเลยที่จะชมเชยเมื่อลูกทำการบ้านเสร็จแล้ว แม้ว่าจะทำผิด หรือทำถูก หรือทำไม่สวย ก็ไม่ควรจะดุด่าว่ากล่าว เพราะเด็กวัยนี้ แค่ทำให้ถูกวิธีก็เพียงพอ ไม่ต้องไปสนใจการถูกหรือผิด และไม่ควรที่จะดุด่าอย่างยิ่ง เพราะนั่นจะทำให้บรรยากาศในการทำการบ้าน ไม่สนุก เด็กจะไม่อยากทำการบ้าน เพราะทำทีไร ถูกดุทุกที



      ช่วงแรกคุณพ่อเองจะเล่นกับลูกก่อน หาหนังสือเกี่ยวกับหัวข้อการทำการบ้านมาอ่านให้ฟัง มาเล่าให้ฟัง หลังๆ ทางโรงเีรียนจะให้หนังสือติดมาอ่านด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แม้ลูกจะยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่หากเราอ่านแล้วชี้ตัวหนังสือไปพร้อมๆ กันเค้าจะจดจำได้เอง และก็ไม่ควรอ่านหนังสือแบบตรงๆ แต่ควรสอดแทรก จินตนาการเล่าเรื่อง เพิ่มเติมนอกจากเนื้อหาในหนังสือ ทำให้สนุกสนาน ให้เด็กรู้สึกว่า กำลังอ่านนิทานให้ฟัง แม่ว่าเรื่องจะมีแค่ 2 บรรทัด แต่คุณพ่อก็เล่าซะ 1 หน้ากระดาษ พร้อมกับชี้ภาพทาย อะไรเอ่ย กันอย่างสนุกสนาน และเทคนิคนี้ หากมีเด็กๆ คนอื่นๆ หลายๆ คน เด็กๆ จะสนุกขึ้นอีกเพราะจะแย่งกันทายว่าใครจะทายถูก แล้วถ้าใครทายถูกก็ต้องชมเชย และก็ต้องชมเชยทุกคน ไม่ใช่เลือกชมเชยเฉพาะคนที่ทายถูก เพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กที่ทายไม่ถูกมีกำลังใจมากขึ้นและกล้า ที่จะเล่นอีกโดยไม่กลัวว่าจะทายผิดซ้ำ ปล่อยให้เค้าจินตนาการไป อย่าไปบังคับ แล้วเค้าจะสนุกกับการทำการบ้านเสร็จแล้วเมื่อเห็นว่าพอสมควรก็สอดแทรกการบ้านให้เค้ามีกิจกรรม เช่น การบ้านต้องเขียนหรือคัด ก.ไก่ 10 ตัว ในนิทานก็อาจจะมีไก่ให้ทาย มีไก่แต่ละประเภท แล้วสอดแทรกว่า ไก่เขียนยังไง เริ่มต้นจากไหน กินไก่กันแล้วก็ต้องเขียน ก.ไก่ได้ เพราะงั้นมาเขียน ก.ไก่ กันดีกว่า อาจจะให้เขียนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูก หากเวลาเขียนแล้วเค้าเบื่อ หรือทำท่าว่าไม่อยากเขียน ให้เลิกเลย อย่าไปขัด ก่อนให้เลิกไปทำอย่างอื่นก็ถามก่อนว่าทำไม เพราะอะไร เด็กเค้าจะให้เหตุผลแปลกๆ ถ้าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ก็ให้ แล้วค่อยโยงกลับมาเรื่องทำการบ้านต่อ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ก็ต้องมีข้อแม้ว่า ให้ทำการบ้านเสร็จก่อนถึงจะเลิกได้ หรือแล้วแต่การตัดสินใจของผู้ใหญ่ อย่าตามใจเด็กมาก เพราะถ้าตามใจทุกครั้งเด็กเค้าจะรู้ว่า ถ้าไม่ทำอันนี้จะได้ทำอีกอย่าง
      ที่สำคัญหากไปทำกิจกรรมอื่นแล้วต้องโยงกลับมาทำเรื่องการบ้านให้เสร็จในวันนั้นไม่อย่างนั้นเด็กจะลืมแล้วก็จะทำไม่สนใจไปเลย
      ผมสอนแบบนี้กับลูกบ่อยๆ ทุกครั้งในเวลามีการบ้าน ใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็มี บางครั้งถ้าสนุกมากก็ใช้เวลาทำแป๊บเดียว ที่เหลือก็จะอ่านนิทานกันจนกว่าเค้าจะรู้สึกเบื่อไปเอง ทุกวันนี้เวลากลับจากโรงเรียนทีไรคุณพ่อจะถามเลยว่า วันนี้มีการบ้านไหมครับ ลูกก็จะรีบบอกเลยว่ามี แล้วก็จะหยิบหนังสือนิทานกับการบ้านมาให้ผมอ่านให้ฟังทุกครั้ง ทำจนเป็นนิสัยแบบนี้ เราจะได้ผูกพันธ์กับลูกยิ่งขึ้น ความสนิทสนมจะเกิดแล้วเวลาเค้าไปเจออะไรมาเค้าก็กล้าที่จะเอ่ยปากบอกและถามทันที
      ปัจจุบันน้องเปรมเวลามีปัญหาอะไรเค้าจะเอ่ยปากบอกเลย เช่นว่าเล่นอยู่ด้วยกันช่วงทำการบ้านเค้าก็จะบอกเองเลยว่า วันนี้ผมเรียนอะไรมา วันนี้คุณครูตีผมด้วย กรณีแบบนี้ก็ถามเสียงเรียบๆ แบบคุยกันปกติเลยว่าทำไมคุณครูถึงตีลูกครับ เค้าก็จะบอกว่า ผมไม่ยกมือไหว้คุณครูเลยตี เราก็ต่อเลยว่า ตีแบบไหน ลูกเค้าก็บอกแบบนี้ๆ พร้อมแบมือมาให้ทำท่าเหมือนพ่อเป็นคุณครู แล้วก็ตีเบาๆ เท่านี้ก็ได้รับรู้แล้วว่าลูกไปเจออะไรมาและมีประสบการณ์แบบไหนที่จะสามารถถ่ายทอดให้เราได้เข้าใจ ซึ่งเราก็ต้องถามให้ถูกวิธี ถ้าถามผิดลูกจะรู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัย ทีหลังเวลาไปเจออะไรมาก็จะไม่กล้าเล่าให้ฟัง
      ก็ลองนำวิธีง่ายๆ ของวิธีสอนการบ้านลูก สำหรับเด็กในวัยอนุบาลนี้ไปใช้กับลูกๆ หวังว่าคงจะได้ผลไม่มากก็น้อยนะครับ เป็นกำลังใจให้สำหรับคุณพ่อมือใหม่ที่กำลังช่วยเลี้ยงเจ้าตัวเล็กจอมซนอีกแรงหนึ่ง